“สุพิศ ยืนหยัดต้านมรสุมแรงรุมเร้า” ต้องเร่งปรับกระบวนทัศน์ วิธีทำงานการเมือง
……
บทพิสูจน์ผู้นำองค์กรท้องถิ่นขนาดใหญ่อย่างอบจ.สงขลา ท่ามกลางแรงกดดันและการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทัพโดยเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) ที่ไม่ลดราวาศอก แม้ลูกชาย “ฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์” จะนั่งเป็นรองนายกฯอยู่ด้วยก็ตาม
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม หลังได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นงานบริหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเผชิญกับ “บททดสอบ” ที่หนักหน่วงจากทุกทิศทาง
ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีของการบริหารงาน อบจ.สงขลา ทุกโครงการ ทุกงบประมาณ และทุกนโยบาย ล้วนถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากภาคประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เข้ามาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประเด็นที่อาจส่อไปในทางทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเงินกู้ 2000 ล้าน เพื่อสร้างซ่อมถนน อบจ.ต้องไม่เป็นหลุมเป็นบ่อตามนโยบาย งบประมาณแก้ปัญหาหลังน้ำท่วมใหญ่สงขลาปลายปี 68 งบประมาณสร้างซุ้มประตู อบจ./งบประมาณซื้อรถไฟฟ้าบริการสาธารณะ เหล่านี้เป็นต้น
การตรวจสอบถือเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิ่งที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นดอกไม้ประชาธิปไตย
จนถึงขณะนี้ แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยจนนำไปสู่การร้องเนียนในหลายประเด็น แต่ยังไม่มีคดีหรือเรื่องร้องเรียนใดที่ถูกองค์กรตรวจสอบมีมติชี้มูลความผิดต่อนายสุพิศ แม้แต่เรื่องร้องเรียนผิดกฎหมายเลือกตั้ง สุพิศก็ผ่านมาหมด อย่างไรก็ตาม บางเรื่องอาจยังอยู่ในกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงหรือสอบสวนตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องรอผลอย่างเป็นทางการต่อไป
สำหรับสุพิศ การถูกตรวจสอบไม่ใช่อุปสรรคที่ต้องหลีกหนี แต่เป็นเรื่องที่ต้องเผชิญด้วยความโปร่งใส เขายืนยันหลายครั้งว่าพร้อมให้ทุกภาคส่วนเข้ามาตรวจสอบการทำงาน หากเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และเป็นไปด้วยความสุจริต เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักการบริหารที่เปิดกว้างต่อการตรวจสอบ เพราะการใช้งบประมาณสาธารณะย่อมต้องสามารถอธิบายได้ต่อประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของภาษีตัวจริง
สุพิศอาจจะมีข้อด้อยหลายประการในตำแหน่งทางการเมือง เขาเป็นคนปากวัย อาจจะทำให้ขาดการกลั่นกรอง เมื่อพูดแล้ว คำพูดย่อมเป็นนายเราเสมอ หลายครั้งที่พูดแล้วพลาด ไปพันคอสุพิศ ก็เป็นเรื่องที่ต้องปรับแก้
การเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ การวางตัวและท่าทีอาจจะต่างกับการเป็นนักการเมือง ที่ต้องอ่อนน้อมถ่อมต้น พร้อมรับฟัง ที่อาจจะแตกต่างจากสุพิศที่ยังครองตนเหมือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
เรื่องราวในอดีตสมัยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รองอธิบดี อธิบดี ที่ภาพลักษณ์ไม่งดงามนักก็จะตามหลอกตามหล่อน แม้ผลสอบจะยังไม่พบประเด็นทุจริตก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้วัดกันเพียงการผ่านการตรวจสอบ แต่ยังวัดจากผลงาน ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการบริหารในระยะยาว
ท่ามกลางมรสุมทางการเมืองและแรงกดดันที่ยังคงโหมกระหน่ำ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “สุพิศถูกตรวจสอบหรือไม่” แต่คือ “จะสามารถยืนหยัดรักษาหลักธรรมาภิบาล และพิสูจน์ความซื่อสัตย์สุจริตไปได้ตลอดวาระหรือไม่”
คำตอบสุดท้าย ย่อมไม่ได้อยู่ที่คำชี้แจงของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผลงานที่ประชาชนชาวสงขลาจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง เมื่อถึงวันที่ต้องกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง
คำถามเวลานี้ สมัยหน้า “สุพิศ” ยังจะลงสมัยอีกหรือไม่ ถ้าคำตอบคือลง เวลาที่เหลืออยู่ 2 ปีครึ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับกระบวนทัศน์อีกหลายอย่าง ต้องทำงานการเมืองควบคู่ไปกับการทำงานตามภารกิจ เพราะเวลานี้แมวข่วนหน้าเยินแล้ว
#นายหัวไทร
#อบจสงขลา
#สุพิศ_พิทักษ์ธรรม
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน






Users Today : 129
Users Yesterday : 762
Total Users : 9128327
Total views : 41571724
Who's Online : 4